สงครามกลางเมืองโซมาเลีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามกลางเมืองโซมาเลีย
เป็นส่วนหนึ่งของ ความขัดแย้งในแหลมแอฟริกา
Black Hawk Down Super64 over Mogadishu coast.jpg
ฮ. แบล็คฮอว์คบินเหนือหาดโมกาดิชู
วันที่ 26 มกราคม 1991 – ปัจจุบัน
(26 ปี 8 เดือน 3 สัปดาห์)
สถานที่ ประเทศโซมาเลีย
สถานะ กำลังดำเนินอยู่
คู่ขัดแย้ง
1986–1991:

โซมาเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยโซมาลี (จนถึง 1991)

กลุ่มกบฏพันธมิตร:

1986–1991:

กลุ่มกบฏติดอาวุธ:

1992–93:

คองเกรสสหรัฐโซมาเลีย

1992–95:

 สหประชาชาติ

2006–09:

Flag of the Islamic Courts Union.svg Islamic Courts Union
Flag of the Oromo Liberation Front.svg Oromo Liberation Front[1]
Flag of the Islamic Courts Union.svg Alliance for the Re-liberation of Somalia
Flag of the Islamic Courts Union crossed swords.svg Al-Shabaab
Flag of Jihad.svg Ras Kamboni Brigades
Flag of Jihad.svg Jabhatul Islamiya
Flag of Jihad.svg Muaskar Anole

2006–09:

โซมาเลีย รัฐบาลกลางเปลี่ยนผ่าน
 สหรัฐ
 เอธิโอเปีย
Flag of the Organization of African Unity (1970-2002).jpg AMISOM
Allied armed groups:

2009–:

Flag of Jihad.svg Al-Qaeda

Flag of Jihad.svg Foreign Mujahedeen
Flag of the Islamic Courts Union crossed swords.svg Hizbul Islam

2009–:

โซมาเลีย รัฐบาลกลางโซมาเลีย
Flag of the Organization of African Unity (1970-2002).jpg AMISOM
 สหรัฐ[2]

กำลังพลสูญเสีย
กำลังพลสูญเสียและความสูญเสีย:
300,000 (SFG)-500,000+ (AFP)[4][5][6] dead

สงครามกลางเมืองโซมาเลีย เป็นสงครามกลางเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศโซมาเลีย ชนวนเหตุเริ่มมาจากการต่อต้านระบอบโมฮัมเหม็ด ไซอัด บาร์รีในช่วงทศวรรษ 1980 กองทัพโซมาเลียเริ่มสู้รบกับกลุ่มกบฏติดอาวุธต่าง ๆ[7] รวมทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยไถ่โซมาเลีย (Somali Salvation Democratic Front) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[8] ขบวนการชาติโซมาเลียในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ[7] และคองเกรสสหรัฐโซมาเลียในภาคใต้[9] ในที่สุดกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ก็สามารถล้มรัฐบาลบาร์รีได้ในปี 1991[10]

จากนั้น กลุ่มแยกต่าง ๆ แย่งอิทธิพลในช่องว่างแห่งอำนาจ ซึ่งเป็นเหตุให้ความพยายามรักษาสันติภาพของสหประชาชาติที่ถูกยกเลิกในกลางคริสต์ทศวรรษ 1990 เกิดสมัยการกระจายอำนาจปกครองตามมา ซึ่งมีลักษณะหวนคืนสู่กฎหมายจารีตประเพณีและศาสนาในหลายพื้นที่ ตลอดจนการสถาปนารัฐบาลเขตปกครองตนเองทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ยังนำให้ความเข้มข้นของการสู่รบลดลงเล็กน้อย โดย SIPRO ถอนโซมาเลียจากรายการการขัดกันด้วยอาวุธหลักในปี 1997 และ 1998

ในปีเดียวกับที่โมฮัมเหม็ด ไซอัด บาร์รีถูกโค่น ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของโซมาเลียชื่อ โซมาลีแลนด์ ประกาศเอกราชและตั้งเป็นสาธารณรัฐโซมาลีแลนด์[11] มีการจัดตั้งรัฐบาลและการบริหารกิจการภายในของตนเอง อย่างไรก็ตาม นานาชาติไม่ให้การรับรองสาธารณรัฐโซมาลีแลนด์

ในปี 1998 ดินแดนที่อยู่ติดกันกับโซมาลีแลนด์ ประกาศจัดตั้งรัฐบาลปกครองตนเองเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่ารัฐพุนต์แลนด์ของโซมาเลีย[12] ซึ่งก็ไม่ได้การรับรองจากนานาชาติเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม พุนต์แลนด์มิได้หมายแยกตัวเป็นเอกราชเต็มรูปแบบเหมือนกับโซมาลีแลนด์ เพียงต้องการรักษาเสถียรภาพและบริหารพัฒนาในพื้นที่ พร้อมเข้าร่วมฟื้นฟูเสถียรภาพและความมั่นคงของโซมาเลียหากสามารถยุติความขัดแย้งที่มีอยู่ได้

สหประชาชาติภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาเข้าช่วยแก้ไขปัญหาความวุ่นวายในโซมาเลีย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสงคราม[13][14] ในเดือนธันวาคม 1992 กองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยกำลังทหารนานาชาติ ดำเนินปฏิบัติการช่วยเหลือชาวโซมาเลียตามความเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่การปะทะกันระหว่างทหารสหรัฐอเมริกากับกำลังฝ่ายต่อต้านเมื่อเดือนสิงหาคม 1993 ซึ่งส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์อเมริกันถูกยิงตก 2 ลำ และนายทหารอเมริกันเสียชีวิต 18 นาย เป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจถอนตัวออกจากความวุ่นวายในโซมาเลียเมื่อปี 1994 หลังจากนั้นในปี 1995 สหประชาชาติก็ประกาศถอนตัวออกจากโซมาเลียเช่นกัน เนื่องจากว่าคณะทำงานให้ความช่วยเหลือของสหประชาชาติต้องบาดเจ็บล้มตายจากการดักปล้นสะดมโดยกำลังติดอาวุธฝ่ายต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก[15] นับแต่บัดนั้นดูเหมือนประชาคมโลกจะให้ความสำคัญกับปัญหาในโซมาเลียน้อยลงกว่าเดิมมาก

ในเดือนตุลาคม 2004 กองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่ม รวมทั้งผู้ที่เคยร่วมรัฐบาลโมฮัมเหม็ด ไซอัด บาร์รี รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแห่งชาติ[16] รัฐบาลนี้ได้รับการสนับสนุนผลักดันจากเอธิโอเปีย เดิมรัฐบาลกลางมีศูนย์กลางดำเนินงานอยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ต่อมาได้ย้ายฐานที่มั่นมาอยู่ที่เมืองไบโดอา ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 260 กิโลเมตร รัฐบาลกลางประกาศให้ไบโดอาเป็นศูนย์กลางบริหารราชการแผ่นดินในโซมาเลีย แม้รัฐบาลนี้จะได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ และบางประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น เอธิโอเปียและเคนยา แต่ทว่ารัฐบาลนี้มีอำนาจปกครองเพียงแค่พื้นที่เล็ก ๆ ของไบโดอาเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีศักยภาพและกองกำลังที่เข้มแข็งพอจะรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นได้ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ประชาชนชาวโซมาเลียไม่ได้ให้การยอมรับ เนื่องจากตระหนักดีว่ารัฐบาลนี้เป็นเสมือนตัวแทนของเอธิโอเปีย ซึ่งให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างลับ ๆ[17]

กลางปี 2006 ประชาคมโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันออกต่างเฝ้ามองสถานการณ์ในโซมาเลียด้วยความวิตกกังวล เนื่องจากกลุ่มกองกำลังของสหภาพศาลอิสลามสามารถเอาชนะกลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากสหรัฐอเมริกาในยุทธการที่โมกาดิชูครั้งที่สอง ทำให้สหภาพศาลอิสลามมีอำนาจควบคุมเมืองหลวงได้อย่างเด็ดขาด[18][19] อีกไม่กี่เดือนต่อมา สหภาพศาลอิสลามเริ่มขยายอำนาจไปทางใต้จนถึงเขตคิสมาโย และตอนกลางของประเทศจนจรดชายแดนเอธิโอเปียด้านตะวันตก กลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่กุมอำนาจในบริเวณดังกล่าวต้องยอมสยบให้สหภาพศาลอิสลามโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อมากนัก เป็นผลให้สหภาพศาลอิสลามสามารถควบคุมการปกครองได้เกินครึ่งประเทศ (ไม่รวมโซมาลีแลนด์และพุนต์แลนด์) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่มีกลุ่มพลังอำนาจแข็งแกร่งพอจนสามารถรวมประเทศเป็นปึกแผ่นได้กว้างขวางถึงเพียงนี้ ประชาชนจึงเริ่มมีความหวังเห็นความสงบสุข ตลอดจนเสถียรภาพและความมั่นคงกลับคืนสู่ประเทศ เพราะหลังการยึดครองโมกาดิชูได้สองวัน ท่าเรือและสนามบินแห่งชาติก็เปิดให้บริการอีกครั้ง การตั้งด่านของทหารถูกยกเลิก อาวุธยุทโธปกรณ์ถูกเก็บไปจากถนน การก่อสร้างเริ่มต้นใหม่ และนักธุรกิจกลับมาทำงานได้อีก ปลายปี 2006 สหภาพศาลอิสลามประกาศใช้กฎหมายอิสลาม[17][18] เพื่อควบคุมและจัดระเบียบทางสังคมใหม่อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการสั่งห้ามซื้อขายและบริโภคคอตที่ชาวโซมาเลียนิยมเคี้ยวกินกันแพร่หลาย แต่สหประชาชาติประกาศให้เป็นพืชที่มีสารเสพติด รวมทั้งห้ามดูฟุตบอลหรือภาพยนตร์ในที่สาธารณะ

ขณะที่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอธิโอเปียและสหรัฐอเมริกาพากันหวั่นเกรงว่า การบังคับใช้กฎหมายอิสลามที่เคร่งครัดนี้ สหภาพศาลอิสลามอาจนำโซมาเลียไปสู่ความเป็นรัฐอิสลามเช่น อัฟกานิสถาน ก็เป็นได้ แต่ทว่าประชาชนชาวโซมาเลียกลับมีท่าทีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดดังกล่าว เพื่อแลกกับสันติภาพและความมั่นคงของประเทศที่ขาดหายไปนาน[20]

อย่างไรก็ตาม สันติภาพและความมั่นคงของโซมาเลียก็คงอยู่อีกไม่นาน เมื่อสหภาพศาลอิสลามได้ขยายอิทธิพลเข้าไปใกล้เมืองไบโดกา[21] ฐานที่มั่นเพียงแห่งเดียวของรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งชาติ และเริ่มทำการโจมตีไบโดกาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2006 เอธิโอเปียได้ส่งฝูงบินเข้าไปช่วยรัฐบาลกลางปกป้องไบโดกาทันที นับเป็นครั้งแรกที่เอธิโอเปียให้การสนับสนุนด้านกำลังทหารแก่รัฐบาลกลางอย่างเปิดเผยต่อประชาคมโลก หลังจากนั้นกองกำลังเอธิโอเปียก็เริ่มเปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นของสหภาพศาลอิสลามทางตอนใต้ของประเทศและขยายขึ้นไปยังกรุงโมกาดิชู[22] สถานการณ์ในโซมาเลียจึงกลับคืนสู่การนองเลือดอีกครั้ง และด้วยความสนับสนุนทางการทหารของสหรัฐอเมริกา จึงทำให้กองทหารเอธิโอเปียและกองกำลังของรัฐบาลกลาง สามารถเข้ายึดครองกรุงโมกาดิชูได้สำเร็จ ส่วนสหภาพศาลอิสลามก็แตกหนีไปตามแนวชายแดน[20]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kenya: Seven Oromo Liberation Front Fighters Held in Garissa Allafrica.com (Daily Nation), January 6, 2007
  2. "Al-Shabaab leader's fate unclear after suspected U.S. drone strike". CNN. 
  3. "U.S. drone strike in Somalia targets al-Shabab leader". The Washington Post. 
  4. "Twentieth Century Atlas – Death Tolls and Casualty Statistics for Wars, Dictatorships and Genocides". Users.erols.com. สืบค้นเมื่อ April 20, 2011. 
  5. c.f. UCDP datasets for SNA, SRRC, USC, SNM, ARS/UIC and Al-Shabaab tolls.
  6. UCDP non-state conflict tolls
  7. 7.0 7.1 Ken Menkhaus, 'Local Security Systems in Somali East Africa,' in Andersen/Moller/Stepputat (eds.) , Fragile States and Insecure People,' Palgrave, 2007, 73.
  8. Legum, Colin (1989). Africa Contemporary Record: Annual Survey and Documents, Volume 20. Africa Research Limited. p. B-394. 
  9. Bongartz, Maria (1991). The civil war in Somalia: its genesis and dynamics. Nordiska Afrikainstitutet. p. 24. 
  10. Central Intelligence Agency (2011). "Somalia". The World Factbook. Langley, Virginia: Central Intelligence Agency. สืบค้นเมื่อ October 5, 2011. 
  11. "SOMALIA: President says Godane is dead, now is the chance for the members of al-Shabaab to embrace peace". Raxanreeb. 5 September 2014. สืบค้นเมื่อ 6 September 2014. 
  12. Heinlein, Peter (October 22, 2011). "E. African Nations Back Kenyan Offensive in Somalia". Voice of America. สืบค้นเมื่อ October 23, 2011. 
  13. ARR: Arab report and record, (Economic Features, ltd.: 1978), p.602.
  14. Ahmed III, Abdul. "Brothers in Arms Part I". WardheerNews. สืบค้นเมื่อ February 28, 2012. 
  15. New People Media Centre, New people, Issues 94–105, (New People Media Centre: Comboni Missionaries, 2005).
  16. Nina J. Fitzgerald, Somalia: issues, history, and bibliography, (Nova Publishers: 2002), p.25.
  17. 17.0 17.1 World of Information (Firm), Africa review, (World of Information: 1987), p.213.
  18. 18.0 18.1 Arthur S. Banks, Thomas C. Muller, William Overstreet, Political Handbook of the World 2008, (CQ Press: 2008), p.1198.
  19. National Academy of Sciences (U.S.). Committee on Human Rights, Institute of Medicine (U.S.). Committee on Health and Human Rights, Scientists and human rights in Somalia: report of a delegation, (National Academies: 1988), p.9.
  20. 20.0 20.1 "Somalia — Government". Library of Congress. สืบค้นเมื่อ February 15, 2014. 
  21. Bloomfield, Steve (June 11, 2007). "Aden Abdulle Osman — First President of Somalia". The Independent. สืบค้นเมื่อ December 21, 2013. 
  22. Horn of Africa Bulletin, Volumes 3–4. Life & Peace Institute. 1991. p. 14.